The Ordinary Jackpot EP3-4 รีวิวสปอย | ไม่ยกผลงานให้ใคร สงครามออฟฟิศสามสนาม
สองตอนนี้ไม่มีใครต่อยกันเลยสักหมัดครับ แต่ผมกล้าเรียกมันว่าสงคราม
The Ordinary Jackpot EP3-4 (ชื่อไทยที่ใช้โปรโมตคือ *โปรดอย่าลองดี วันนี้พี่รวย*) พาเรื่องออกจากคำถามว่า "ถูกหวยแล้วจะลาออกไหม" ไปสู่คำถามที่ยากกว่า คือ พอกงอึนแทกล้าขึ้นแล้ว เขาจะใช้ความกล้านั้นเป็นหัวหน้าแบบไหน บทความนี้ผมสรุปสองตอนแบบเต็ม ผ่านสามสนามรบที่เรื่องวางไว้ พร้อมความเห็นว่าทำไมผมว่าสองตอนนี้ "โต" กว่าสองตอนแรกเยอะ
ระดับสปอย: บทความนี้สปอย EP3 และ EP4 เต็มทั้งสองตอน ใครยังไม่ได้ดู เลื่อนไปอ่านหัวข้อ "เหมาะกับใคร" และ "ดูได้ที่ไหน" ก่อนได้เลยครับ ส่วนใครยังไม่ได้อ่านตอนแรก ย้อนไปที่ รีวิว The Ordinary Jackpot EP1-2 ก่อนได้
ทบทวนสั้น ๆ ก่อนเข้า EP3-4
กงอึนแทเป็นหัวหน้าทีมขายทีมห้าของบริษัทฮงซอง แล้วเขาถูกลอตโต้รางวัลที่หนึ่ง หักภาษีแล้วเหลือราว 1,300 ล้านวอน เงินก้อนนี้เยอะ แต่ไม่พอให้เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต เขาเลยไม่ลาออก แค่ "เลิกยอมคน" ตอนสามกับตอนสี่คือการดูว่าคนที่เลิกยอมแล้ว จะเอาอำนาจที่เพิ่งได้มาไปใช้ยังไง
รีวิวโดยรวม: จากเรื่องคนเลิกยอม กลายเป็นเรื่องคนที่เริ่มมีอำนาจ
ถ้า EP1-2 คือความสะใจของคนที่อดกลั้นมานาน EP3-4 คือบทเรียนของคนที่เพิ่งได้อำนาจมาอยู่ในมือครับ
เรื่องแบ่งตัวเองเป็นสามสนามรบชัดเจน สนามแรกคือโต๊ะเจรจากับแบรนด์ลักเนส สนามที่สองคือการเมืองในบริษัทเรื่องใครจะได้เครดิต และสนามที่สามคือหัวหน้าเก่าที่ลาออกไปเปิดบริษัทแข่ง แล้วยังมีฉากเงียบ ๆ ของลูกทีมคนหนึ่งที่ผมว่าสำคัญกว่าทุกดีลรวมกัน
สิ่งที่ทำให้สองตอนนี้สนุกทั้งที่เนื้อหาเป็นเรื่องธุรกิจ คือทุกดีลกระทบงาน อนาคต และความสัมพันธ์ของคนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ บนสไลด์
เรื่องนี้น่าสนใจตรงไหน
สนามรบที่หนึ่ง: ชนะเพราะเตรียมตัว ไม่ใช่เพราะเป็นพระเอก
ลักเนสคือแบรนด์ที่ถูกโยนให้ทีมห้าตั้งแต่ตอนแรก เพราะทุกคนมองว่าทีมห้าอ่อนแอที่สุด ขนาดรองหัวหน้าฝ่ายจางยังมองว่าแค่ไปขอลายเซ็นมาก็จบ
แต่ทีมห้าไม่คิดแบบนั้น จีฮเยไปสืบประวัติตัวแทนสองคนที่จะมา กีแทช่วยเตรียมคำถาม ส่วนผู้ช่วยยังนั่งไล่งบการเงินของลักเนสย้อนหลังห้าฉบับ แล้วเรื่องก็ให้สองประโยคที่คุมทั้งฉากไว้ คือ *ในการเจรจา คำถามคืออำนาจ* กับ *คำตอบอยู่ในตัวเลข*
ในห้องประชุม ผู้ช่วยยังเปิดด้วยคำถามที่ดูไม่มีพิษภัย ว่าลักเนสไปได้สวยที่ญี่ปุ่นใช่ไหม แล้วสาวไปเรื่อย ๆ จนอีกฝ่ายพูดเองว่าญี่ปุ่นได้อัตรากำไรเครื่องหนังเจ็ดสิบ เสื้อผ้าเจ็ดสิบห้า ก่อนจะย้อนถามว่าจริงไหมที่เสนอเกาหลีแค่หกสิบกับหกสิบห้า ผมชอบมากตรงที่ไม่มีการกล่าวหาเลยสักคำ แค่ถามจนอีกฝ่ายวางไพ่ลงบนโต๊ะเอง
อึนแทรับช่วงต่อ พอลักเนสเสนอเอาสามเปอร์เซ็นต์ของยอดขายมาทำเป็นเงินพิเศษพนักงานแทน เขาตอบว่าเงินพิเศษเป็นรายได้เลี้ยงชีพของพนักงานอยู่แล้ว ให้กลับไปทบทวนอัตรากำไรมาใหม่ พอลักเนสอ้างว่ารับคืนสต็อกค้างให้ทั้งหมด เขาก็แกะให้ฟังว่านั่นคือการโยนงานเก็บของส่งกลับฝรั่งเศสมาให้ฮงซอง คนได้กำไรจริงคือบริษัทโลจิสติกส์
ผลสุดท้าย ทีมห้าได้อัตรากำไรเครื่องหนังหกสิบห้า เสื้อผ้าเจ็ดสิบ เพิ่มขึ้นหมวดละห้าจุดเปอร์เซ็นต์ พร้อมเงินพิเศษพนักงานแยกอีกก้อน ไม่ได้เท่าญี่ปุ่นตามที่ขอ แต่ชนะแบบที่เชื่อได้ เพราะทีมเตรียมตัวมาดีกว่าอีกฝ่ายจริง ๆ
สนามรบที่สอง: บุญคุณไม่ใช่สัญญาทาส
พอปิดดีลได้ หัวหน้าฝ่ายพัคก็ถามต่อทันทีว่าจะยกแบรนด์ไหนให้ทีมหนึ่ง นี่คือสิ่งที่คนทำงานประจำหลายคนคงคุ้น พอเราปั้นงานจนเริ่มทำกำไร ผลงานก็ถูกเตรียมย้ายไปให้ทีมหลัก
อึนแทตอบว่าไม่ยกสักแบรนด์ แต่ขอคนเพิ่มหนึ่งคน เหตุผลต่อหน้าที่ประชุมฟังดูเข้าข้างบริษัทมาก คือทีมหนึ่งแบกยอดขายสามสิบเปอร์เซ็นต์ของฝ่ายอยู่แล้ว ไม่ควรเพิ่มภาระ แต่สิ่งที่เขาปกป้องจริง ๆ คือเครดิตของทีมตัวเอง
ฉากที่ผมว่าดีที่สุดของตอนสามคือตอนรองหัวหน้าฝ่ายจางลากอึนแทไว้คุยสองคน จางอธิบายโลกของเขาว่าคนข้างบนนำและดึง คนข้างล่างสนับสนุน ลักเนสคือวิธีที่เขาจะพาอึนแทขึ้นไปด้วย อึนแทแค่ต้องเชื่อฟัง พอจางบอกให้ไปเปิดบริษัทเองถ้าทำตามไม่ได้ อึนแทก็สวนกลับเรียบ ๆ ว่า *บริษัทนี้ ก็ไม่ใช่ของคุณสักหน่อยนี่ครับ*
แต่เรื่องไม่ปล่อยให้จบแค่ความสะใจครับ อึนแทเล่าต่อถึงสมัยที่จางเป็นหัวหน้าทีม บินไฟลต์ดึกไปเซ็นสัญญา ทำงานทั้งสุดสัปดาห์ ลงเครื่องแล้วเข้าประชุมต่อ ทำแบบนั้นทั้งเดือนเพื่อไม่ให้ทีมลำบาก แล้วถามกลับว่าเขาจะเป็นหัวหน้าแบบนั้นบ้างไม่ได้เหรอ คือยอมรับว่าจางเคยดูแลคนจริง แต่ไม่ยอมให้บุญคุณนั้นกลายเป็นเหตุผลที่ต้องเชื่อฟังทุกอย่าง ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้โตกว่าซีรีส์แก้แค้นทั่วไป
ปิดสนามนี้ด้วยคนใหม่ที่บริษัทส่งมา ชื่อจางฮยังอึน เพิ่งย้ายกลับจากสาขาจีน คืนเดียวกันจินแฮจู รุ่นพี่ทีมกฎหมาย โทรมาเตือนว่าสาขาจีนกำลังพัง มีการฉ้อฉลฝังรากลึก และลือกันว่าจางฮยังอึนคือศูนย์กลาง พร้อมทิ้งประโยคว่า *อย่าลืมใส่ใจทีมตัวเองด้วย* แล้วเรื่องก็ตัดย้อนไปสองเดือนก่อนที่จีน เห็นเธอกำลังก๊อปข้อมูลผู้ติดต่อและธุรกรรมการค้าลงยูเอสบี ซึ่งจบสองตอนนี้แล้วก็ยังไม่เฉลยว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร
สนามรบที่สาม: หัวหน้าเก่ากลายเป็นคู่แข่ง
ตอนสี่เปิดด้วยความคิดของอึนแทเอง ว่าเงิน 1,300 ล้านวอนไม่พอให้ลาออก และระหว่างที่เขายังลังเล คนอื่นกำลังก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต คนนั้นคือหัวหน้าทีมจอง พี่เลี้ยงคนแรกของเขาเอง
หัวหน้าทีมจองยื่นใบลาออก บอกว่าถ้าตั้งใจทำอะไร ก็เหมือนไปขวางการเลื่อนตำแหน่งของคนอื่น แต่ถ้าไม่ทำอะไร ก็เหมือนรั้งรุ่นน้องไว้ แล้วเรื่องก็เฉลยว่าเขาคือประธานบริษัท JSH Apparel ที่นำเข้าสินค้าตลาดสีเทา หรือของแท้ที่ขายนอกช่องทางตัวแทนอย่างเป็นทางการ จากเมืองมันโตวา และเดินเกมชวนคนจากบริษัทเดิมไปแล้วห้าคน หนึ่งในนั้นคือกีแท ลูกทีมของอึนแทเอง คืนนั้นเขายังโทรมาชวนอึนแท พร้อมประโยคที่หนักที่สุดว่า *ฉันตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะนายเลยนะ*
แผนสวนกลับของอึนแทแสบมากครับ เขาเสนอเปิดร้านรองเท้ามัลติแบรนด์ แล้วใช้ยอดสั่งซื้อมหาศาลทำให้ฮงซองเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่มันโตวาเสียไปไม่ได้ จนบีบไม่ให้ JSH เข้าถึงสินค้า พูดง่าย ๆ คือใช้กำลังซื้อของบริษัทใหญ่ตัดเส้นเลือดคู่แข่ง
ฉากที่ผมว่าสำคัญที่สุด: จีฮเยกับราคาที่คนในทีมต้องจ่าย
ระหว่างที่อึนแทรบข้างนอกเก่งขนาดนี้ ในทีมเขากลับพลาดไปจุดหนึ่ง จางฮยังอึนเข้ามาวันแรกก็ขอข้อมูลจากจีฮเยชุดใหญ่ จีฮเยอดหลับอดนอนทำจนไม่ได้ไปกินข้าวเที่ยงกับทีม แล้วส่งกลับไปเป็นรายงานฉบับเต็ม พอจางฮยังอึนบอกว่าขอแค่เอกสารง่าย ๆ ไว้เริ่มงาน ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ จีฮเยก็ร้องไห้ออกมา
เหตุผลจริงคือเธอเป็นพนักงานสัญญาจ้าง มีเวลาแค่ปีเดียวเพื่อพิสูจน์ตัวเอง อึนแทพาเธอขึ้นดาดฟ้า ขอโทษที่อยู่มาสี่เดือนแล้วไม่เคยพาขึ้นมา และขอโทษที่ไม่รู้ว่าเธอกังวลขนาดนั้น เขายอมรับว่าชอบเห็นเธอทุ่มเท เลยปล่อยให้ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ถาม
สิ่งที่เขาพูดต่อคือเหตุผลที่ผมชอบฉากนี้ที่สุด เขาไม่ให้สัญญาปลอมว่าจะต่อสัญญาให้ บอกแค่ว่าจะสร้างผลงานให้ทีม เริ่มจากลักเนส เพื่อจะมีอำนาจพอสนับสนุนเธอได้จริง แล้วคืนไฟล์งานให้พร้อมประโยคว่า *อย่าเชื่อมั่นในบริษัท และอย่าเชื่อมั่นในตัวผม จงเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง ในฐานะคนที่สร้างไฟล์นั้นขึ้นมา*
สำหรับคนที่ต้องต่อสัญญาปีต่อปี ผมว่านี่คือคำพูดที่ซื่อสัตย์ที่สุดแล้วครับ และมันคือฉากที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเริ่มเป็นหัวหน้าทีมจริง ๆ ไม่ใช่ฉากปิดดีลลักเนส
ที่ชอบ
- ไม่มีตัวร้ายแบน ๆ รองหัวหน้าฝ่ายจางเคยเป็นหัวหน้าที่ดูแลคน หัวหน้าทีมจองก็เป็นคนที่บริษัทไม่มีที่ให้ไปต่อ อย่างที่เรื่องสรุปไว้เองว่าทุกคนเป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของกันและกัน
- ฉากเจรจาที่ดูรู้เรื่อง ตัวเลขชัด ขั้นตอนชัด คนไม่เคยทำงานขายก็ตามทัน
- ผู้ช่วยยังพลิกเป็นตัวเด่น ตอนสามเก่งเรื่องตัวเลข ตอนสี่โชว์ว่าเก่งเรื่องคน ตอนตามตัวหัวหน้าชามาเป็นผู้จัดการร้าน เขาบอกตรง ๆ ว่าตัวเองก็ไม่ค่อยมั่นใจลักเนส แต่มั่นใจว่าถ้ามีหัวหน้าชามันจะออกมาดี ขายเก่งแบบไม่ต้องโม้ ทั้งมุก "ผมเล่นเกมการเมืองไม่เป็นหรอกครับ"
ที่ยังไม่ลงตัว
เรื่องใส่รายละเอียดธุรกิจแน่นมาก ทั้งอัตรากำไร ตลาดสีเทา ร้านมัลติแบรนด์ ถ้าใครไม่ชอบศัพท์งานขาย อาจรู้สึกว่าบางช่วงเหมือนนั่งฟังประชุมจริง และปมยูเอสบีของจางฮยังอึนก็ยังไม่คลี่เลย ใครชอบได้คำตอบเร็ว ๆ อาจค้างใจหน่อย
เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม
- ท้ายตอนสี่มีภาพเล็ก ๆ ที่ผมว่าจงใจ คือจีฮเยได้เงินเดือน 2,034,320 วอน แล้วเอาไปซื้อเสื้อผ้าทันที วางเทียบกับเงินรางวัล 1,300 ล้านวอนของพระเอก มันคือคนละโลก และเป็นเงินที่เธอต้องพิสูจน์ตัวเองทุกปีเพื่อจะได้มันต่อ
- ภาพที่จางฮยังอึนเดินออกจากสนามบินใต้ป้ายเตือน "อากาศยานชนนก" เป็นมุกภาพที่เรื่องไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
- ท้ายตอนสาม กีแทแอบเปิดไฟล์เสียงที่อัดไว้ตอนประชุมลักเนส แล้วยืนฝึกพูดตามคนเดียว ก่อนหันมาเจอทั้งทีมยืนมองอยู่ ผมว่าเขาคือคนที่ได้แรงกระตุ้นจากดีลนี้ชัดที่สุด ซึ่งทำให้การที่เขาถูกหัวหน้าทีมจองชวนในตอนสี่ยิ่งน่าคิด
วิเคราะห์ธีม: ชนะข้างนอก ไม่ได้แปลว่าดูแลคนข้างในดีแล้ว
แกนของสองตอนนี้คือ อำนาจ ครับ อึนแทได้อำนาจต่อรองจากเงินรางวัลและจากผลงาน แล้วเรื่องก็ทดสอบเขาสามแบบ ใช้อำนาจกับคู่ค้า ใช้อำนาจกับหัวหน้า และใช้อำนาจกับคนที่เคยเป็นพี่เลี้ยง แต่บททดสอบที่เรื่องให้น้ำหนักที่สุดกลับเป็นบทที่เงียบที่สุด คือการมองเห็นความกลัวของลูกทีมตัวเอง
คำเตือนของจินแฮจูที่ว่า "อย่าลืมใส่ใจทีมตัวเอง" จึงไม่ได้เป็นแค่บทพูดผ่าน ๆ แต่เป็นการวางไว้ให้เราเห็นว่า ต่อให้เก่งแค่ไหนในห้องประชุม ถ้ามองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยังไม่ใช่หัวหน้าที่ดีพอ ใครชอบประเด็นหัวหน้ากับลูกทีมแบบนี้ ลองอ่าน See You at Work Tomorrow EP4-6 ต่อได้ครับ
เหมาะกับใคร
เหมาะมาก ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน เคยถูกขอให้ยกผลงานให้คนอื่น เคยสงสัยว่าบุญคุณของหัวหน้าควรผูกมัดเราแค่ไหน หรือเคยทำงานสัญญาจ้างที่ต้องพิสูจน์ตัวเองทุกปี
เหมาะ ถ้าชอบซีรีส์ออฟฟิศที่เดินด้วยบทสนทนาและเกมการเมือง แบบ The Apartment Job หรืออยากดูออฟฟิศอีกฝั่งอย่าง The Early Spring
อาจไม่เหมาะ ถ้าอยากได้โรแมนซ์ชัด ๆ หรือการแก้แค้นแบบฟาดกันตรง ๆ อย่าง Reborn Rookie เพราะเรื่องนี้สู้กันด้วยข้อมูลและอำนาจต่อรอง ไม่ใช่หมัด
ดูได้ที่ไหน
ในไทยรับชม The Ordinary Jackpot ซับไทยได้ที่ HBO Max อัปเดตทุกวันพฤหัสบดี ซีรีส์ฉายทางช่อง tvN ของเกาหลี
ดูคลิปรีวิว
คลิปรีวิวสปอย EP3-4 ฉบับเต็มของ Manypocket อยู่ในกล่องวิดีโอด้านบนครับ ในคลิปผมเล่าครบทั้งสามสนามรบ และชวนคุยคำถามที่ผมอยากรู้คำตอบจริง ๆ
คำถามที่พบบ่อย
The Ordinary Jackpot EP3-4 เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทีมห้าเจรจาขึ้นอัตรากำไรกับแบรนด์ลักเนสได้หมวดละห้าจุดเปอร์เซ็นต์ อึนแทปฏิเสธยกแบรนด์ให้ทีมหนึ่งและได้คนเพิ่มคือจางฮยังอึน ส่วนหัวหน้าทีมจองลาออกไปเปิดบริษัท JSH Apparel แล้วชวนคนในบริษัทเดิมไปห้าคน รวมถึงกีแท
จางฮยังอึนเป็นใคร มีปมอะไร
เธอเป็นพนักงานที่เพิ่งย้ายกลับจากสาขาจีนมาอยู่ทีมห้า มีข่าวลือว่าสาขาจีนมีการฉ้อฉลและเธออาจเกี่ยวข้อง และเรื่องเผยว่าเธอเคยก๊อปข้อมูลผู้ติดต่อกับธุรกรรมการค้าลงยูเอสบี แต่จบ EP4 แล้วยังไม่เฉลยว่าเอาไปทำอะไร
กีแทย้ายไปอยู่กับหัวหน้าทีมจองแล้วหรือยัง
ถึง EP4 ยืนยันได้แค่ว่ากีแทถูกชวน ยังไม่ได้เห็นว่าเขาตอบรับหรือย้ายงานจริงครับ
ต้องดู EP1-2 ก่อนไหม
แนะนำให้ดูครับ เพราะ EP3-4 ต่อยอดจากความสัมพันธ์ที่ปูไว้ในสองตอนแรกโดยตรง ถ้าไม่มีเวลา อ่านสรุปใน รีวิว The Ordinary Jackpot EP1-2 ก่อนก็ได้
สรุป
EP1-2 คือตอนที่กงอึนแทเลิกยอมคน ส่วน EP3-4 คือตอนที่เขาเริ่มมีอำนาจ แล้วต้องเลือกว่าจะใช้มันแบบไหน จบสองตอนนี้ยังไม่มีใครชนะเด็ดขาด ยูเอสบีก็ยังไม่ได้เปิด แต่ผมว่าเรื่องนี้ทำให้เรื่องธุรกิจที่ปกติน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องที่ดูแล้วมันส์ได้จริง ๆ
แล้วถ้าวันหนึ่งหัวหน้าเก่าที่เคยสอนงานเรา ลาออกไปเปิดบริษัทแล้วโทรมาชวน คุณจะไปไหมครับ หรือจะอยู่ที่เดิมแล้วสู้ต่อ มาเม้ามอยกันในคอมเมนต์ใต้คลิปได้เลย
แหล่งอ้างอิง
- คลิปรีวิวสปอย The Ordinary Jackpot EP3-4 ช่อง Manypocket (ฝังด้านบน)
- สคริปต์คลิปฉบับอัดจริงและโน้ตรายตอน EP3-4 ของผมเอง (ชื่อตัวละคร ตัวเลขอัตรากำไร และเงินเดือนในเรื่อง อิงตามซับในเรื่อง)
- ข้อมูลช่องทางรับชมในไทย: HBO Max ตามที่ระบุในคลิป
ขอพลังบวกจงอยู่กับคุณ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ